TICAC จับพระแต่งคอสเพลย์ แชตลวงเด็กสาวถ่ายคลิปโป๊

31/1/62



เมื่อ 31 ม.ค.62 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม./รอง ผอ.ศพดส.(4) และ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3/หน.ชุดปฏิบัติการส่วนกลาง TICAC แถลงข่าวการปฏิบัติของชุดปฏิบัติการ TICAC

จากการสืบสวนและจับกุมแอดมินกลุ่มสังคมออนไลน์ LINE และ VK ใน จ.นครราชสีมา ที่เผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กหญิงระดับประถม-มัธยม ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ TICAC และขยายผลสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พบว่ามีผู้กระทำความผิดในกลุ่มดังกล่าวอีก คือ

นายดนัยณัฐ์ แสงพันธ์ อายุ 30 ปี ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ในวัดแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น 

เป็นผู้กระทำผิดในอีกคดีหนึ่ง เมื่อ 24 ม.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ TICAC จึงได้เข้าตรวจค้นกุฏิของผู้ต้องหาพบสื่อลามกอนาจารเด็กหญิงเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาเป็นจำนวนมาก จึงจับกุมแจ้งข้อหา

“มีสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในครอบครอง เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศสำหรับตนเองโดยผิดกฎหมาย” 

ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี สอบสวนผู้ต้องหาให้การยอมรับว่า บวชเป็นพระมากว่า 6 ปี มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างดี ทำหน้าที่เลขาเจ้าคณะตำบล แต่มีรสนิยมทางเพศชอบเด็กหญิงอายุน้อย ใช้วิธีค้นหาเด็กผู้หญิงอายุน้อยจากแอพ BeeTalk มาพูดคุยเปิดกล้องบนแอพ LINE โดยขณะพูดคุยตนเองจะปกปิดความเป็นพระ โดยสวมวิกผมและแต่งชุดคอสเพลย์เด็กนักเรียนหญิงญี่ปุ่น แล้วพูดคุยชักชวนเด็กผู้หญิงให้เปลือยกาย หรือส่งภาพหรือคลิปเปลือยมาให้ตนเอง เพื่อเก็บสะสมและใช้สำเร็จความใคร่ มีเด็กผู้หญิงตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนขยายผลดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป
Read more ...

TICAC จับพระ ล่อลวงลวงละเมิดทางเพศเด็กชาย

31/1/62


เมื่อ 31 ม.ค.62 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม./รอง ผอ.ศพดส.(4) และ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3/หน.ชุดปฏิบัติการส่วนกลาง TICAC ดำเนินการสืบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

โดยช่วงระหว่างวันที่ 9 พ.ย.61- 25 ม.ค.62
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี การล่วงละเมิดเด็กและเยาวชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดตั้ง ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตมีผลงานการจับกุมทั้งหมด 14 คดี เป็นข้อหาค้ามนุษย์ 5 คดี และ ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก 9 คดี มีผู้ต้องหา 15 คน เป็นสัญชาติไทย 12 คน เมียนม่า 1 คน ออสเตรีย 1 คน และเยอรมัน 1 คน และยังสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 12 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ใหญ่ 1 คนและเด็ก 11 คน โดยดำเนินการใน 10 จังหวัดทั่วประเทศนอกจากนี้ยังได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลหาผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และโดยที่การกระทำความผิดเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตยากต่อการควบคุม การสืบสวนจึงต้องรวดเร็วและครอบคลุม เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองอย่างทันท่วงที ตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

โดยความร่วมมือของชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(TICAC), National center for missing & exploited children (NCMEC) และ INTERPOL พบ ภาพพระล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายบนอินเตอร์เน็ต จึงได้ทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด จนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ

นายศิครินทร์ คล้ายสุวรรณ อายุ 40 ปี ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำรวจ ภ.7 

โดยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการส่วนกลาง TICAC ได้เข้าตรวจค้นที่พัก(กุฏิ) ของผู้ต้องหา พบสื่อลามกอนาจารเด็กชายเป็นจำนวนมากเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา จึงจับกุมและ แจ้งข้อหา

“มีสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในครอบครองเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศสำหรับตนเองโดยผิดกฎหมาย” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

และขยายผลต่อเนื่องทราบว่าผู้ต้องหามีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายในซึ่งอยู่ในชุมชนที่ผู้ต้องหาบวชเป็นพระอยู่ จึงดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหา

“พรากเด็กและกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” โทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-400,000 บาท

ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี สอบสวนผู้ต้องหาให้การยอมรับว่า บวชเป็นพระมาแล้วกว่า 10 ปี โดยเปลี่ยนวัดจำพรรษาไปเรื่อย ๆ มีรสนิยมทางเพศชอบเด็กชายตั้งแต่ก่อนบวชพระ ยอมรับว่า ล่อลวงละเมิดทางเพศเด็กชายในละแวกวัด และถ่ายภาพเก็บสะสมไว้จริง มีนิสัยชอบเสพและเก็บสะสมสื่อลามกอนาจารเด็กชายไว้เป็นจำนวนมาก โดยรวบรวมมาจากเว็บไซต์และกลุ่มไลน์ที่เผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กชายจำนวนหลายกลุ่มที่ตนจ่ายเงินเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนติดตามจับกุมแอดมินกลุ่มมาดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป
Read more ...

รวบแก๊งฟิลิปปินส์ล้วงกระเป๋า ฉกทรัพย์เหยื่อบนบีทีเอส รูดเครดิตซื้อของ

22/11/61
เผยแพร่เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2561 - 16:03 น.

ลายแกงค์ล้วงกระเป๋า ชาวฟิลิปปินส์ ตามนโยบายของรัฐบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยโดยการแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคงต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้สนองนโยบายรัฐบาลโดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร รรท.รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวงรรท.รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รรท.รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ รรท.ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกปฏิบัติการออกระดมกวาดล้างชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ

โดยการบูรณาการร่วมทุกหน่วยงานโดยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจสตม., เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.1 บก.ทท.1 และ สน.ทองหล่อได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาแกงค์ล้วงกระเป๋า ชาวฟิลิปปินส์ จำนวน 3 รายดังนี้

1. นายเฟอร์นานโดแกมบัว (Fernando Gamboa) สัญชาติฟิลิปปินส์หนังสือเดินทางเลขที่P6462754A

2. นายไมเคิลจูมาเจียว (Michael Jumadiao) สัญชาติฟิลิปปินส์หนังสือเดินทางเลขที่EC2486972

​3. นางสาวไอนีราเบ (Ainie Rabe) สัญชาติฟิลิปปินส์หนังสือเดินทางเลขที่P8480696A​


ซึ่งเมื่อวันที่ 2 พ.ย.61 กลุ่มคนร้ายได้ก่อเหตุล้วงกระเป๋าลักเอาทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้ทรัพย์สินทั้งเงินสดและทรัพย์สินอื่นๆ เป็นจำนวนเงินประมาณ 1 แสนบาท โดยกลุ่มคนร้ายจะมองหาเหยื่อชาวต่างชาติบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และอาศัยจังหวะที่ผู้เสียหายอยู่ในขบวนรถไฟฟ้าซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก เข้าไปยืนล้อมกรอบผู้เสียหายและเบียดในระยะประชิดเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายรู้ตัวและช่วยกันบังไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นมองเห็นแล้วล้วงเอาทรัพย์สินไป หลังจากก่อเหตุก็จะนำทรัพย์สินทั้งเงินสดและบัตรเครดิตที่ลักได้นำไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ภายหลังผู้เสียหายรู้ตัวจึงได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อจนต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับคนร้ายกลุ่มนี้ได้ทั้งสิ้น 6 ราย ทราบชื่อนามสกุลทั้งสิ้น 4 ราย จับกุมได้ 3 ราย อีก 1 รายได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ส่วนอีกสองรายเป็นหมายจับตามภาพจากกล้องวงจรปิด จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มคนร้ายได้เคยเดินทางเข้า – ออก ราชอาณาจักรมาแล้วจำนวนหลายครั้ง ซึ่งจะได้ติดตามจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข้อสังเกตุ

1. เป็นกรณีที่คนร้ายชาวต่างชาติ ก่อเหตุกับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในประเทศไทย ที่ผ่านมามีการจับกุมแกงค์ล้วงกระเป๋าชาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย เวียดนาม

2. คนร้ายมักเลือกก่อเหตุกับชาวต่างชาติ เนื่องจากชาวต่างชาติมักจะไม่สามารถสื่อสารได้ง่าย

3. การก่อเหตุดังกล่าวส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ กระทบถึงการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย

4. คนร้ายมักเลือกก่อเหตุในสถานที่ที่มีบุคคลพลุกพล่านหนาแน่น เพื่อให้เหยื่อไม่ทันระวังตัว

5. คนร้ายบางรายมีการหลบหนีไปต่างประเทศแล้วเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล และหมายเลขพาสปอร์ต แล้วเดินทางเข้ามาก่อเหตุ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ หากมีการนำระบบไบโอเมทริกซ์ (Biometric) มาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันคนร้ายมากขึ้น
Read more ...

สตม.จับแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม จ้องเหยื่อชาวต่างชาติตามห้าง สถานีรถไฟฟ้า

6/10/61

เผยแพร่: 6 ต.ค. 2561  MGR online

รักษาราชการ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง แถลงจับแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม ในห้างดังย่านอโศก สารภาพเลือกสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน มองหาเหยื่อที่ชาวต่างชาติเป็นหลัก

วันนี้ (6 ต.ค.) เวลา 12.30 น.ที่ สน.ลุมพินี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท. พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ รรท.ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ลุมพินี ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหาแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม 2 ราย คือ

นายแทน พุค เล อายุ 38 ปี และ 

นายแวน ที เหงียน อายุ 36 ปี 

พร้อมของกลาง

เสื้อผ้า
กางเกง
รองเท้า

ที่ใช้ในวันก่อเหตุ โดยจับกุมตัวได้ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.61 ที่ผ่านมา บริเวณห้างเทอร์มินอล 21 (Terminal 21) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องเมื่อวันที่ 13 ก.ค.61 กลุ่มคนร้ายได้เข้ามาภายในห้าง เทอมินอล 21 พบผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวเยอรมัน บริเวณชั้น 1 จากนั้น กลุ่มคนร้ายคอยสังเกตติดตามจนกระทั่งผู้เสียหายเผลอ จึงก่อเหตุล้วงเอากระเป๋าสตางค์พร้อมเงินสด ประมาณ 2,300 ยูโร หรือ ประมาณ 100,000 บาท แล้วหลบหนีไป ต่อมา เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวจึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ลุมพินี เพื่อร้องขอศาลออกหมายจับ ก่อนเจ้าหน้าที่ออกสืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมคนร้ายทั้ง 2 รายได้ที่ห้างเทอมินอล 21 ขณะกำลังจะก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง เมื่อวานนี้

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยอีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่าจะเลือกก่อเหตุล้วงกระเป๋าตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้าและตามสถานีรถไฟฟ้า โดยเลือกเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากไม่ค่อยแจ้งความดำเนินคดี นอกจากนี้ จากประวัติผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พบว่า 

นายแทน พุค เล เลขหนังสือเดินทางเดิม C0745332 เปลี่ยนชื่อใหม่ นายบาว คุก วู เลขหนังสือเดินทางใหม่ C4841656 เข้ามาเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.61 ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี และ 

นายแวน ที เหงียน เลขหนังสือเดินทางเดิม B7443890 ชื่อใหม่ นายแวน เลียด โว เลขหนังสือเดินทางใหม่ C3047055 เข้ามาเมื่อวันที่ 5 ต.ค.61 ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี 

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์” ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
Read more ...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901/2547 การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

2/9/61
พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัท ว. จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะมีผลประโยชน์มาปันให้ให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิก จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกเดิมก็ยังจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจำนวนลดหลั่นไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกนั้น เป็นการประกอบกิจการโดยวิธีชักจูงให้ผู้อื่นส่งเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ตน และให้ผู้นั้นชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กำหนด และแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่าถ้าได้ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะได้รับกำไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ส่งไว้ดังที่บางคนเรียกกันว่าแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเมื่อคำนวณตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกแล้ว จะเห็นได้ว่าหากผู้เป็นสมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถชักจูงบุคคลอื่นมาเข้าร่วมได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกรายต้น ๆ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้หลายเท่า แต่หากการดำเนินการมิได้เป็นไปตามคำชักจูงก็จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเชื่อมาสมัครรายหลัง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกและผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สมาชิกในเงื่อนไขตามตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกดังกล่าว ต้องตามความหมายของบทนิยามคำว่า "กู้ยืมเงิน" และ "ผลประโยชน์ตอบแทน" ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 3 และเมื่อมีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณามีจำนวนมากกว่าตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยมีจำนวนรวม 394 คนตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์

แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียว แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้น มีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 คน ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตาม ป.อ. มาตรา 91

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 มีโทษตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 394 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้
Read more ...

จับกุมค้ามนุษย์ขนแรงงานพม่าข้ามชาติ

29/8/61
โดยแนวหน้า 29 ส.ค.61

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้เห็นเป็นรูปธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยในจาก “เทียร์ 2 เฝ้าจับตามอง” เป็น “เทียร์ 2” สามารถลดการกระทำความความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีความมุ่งมั่นและต้องการที่จะทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบให้หมดไปจากประเทศไทย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามคำสั่งที่ 385/2561 โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานข้ามชาติให้หมดไป

จากการสืบสวนทราบว่าขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาตินี้มีจุดเริ่มต้นในการหลอกลวงแรงงานเกิดขึ้นจากเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซียมีความต้องการแรงงานจากประเทศเมียนมาร์ซึ่งมีราคาถูกไปทำงานในประเทศมาเลเซียและจะติดต่อไปยังเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์ เพื่อรวบรวมคนจากรัฐต่าง ๆ โดยหลอกลวงว่าจะให้ไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โรงงาน ประมงหรือก่อสร้าง มีรายได้ดี มีคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ที่ดี การเดินทางไปทำงานทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การปฏิบัติกลับเป็นการลักลอบเดินทางผ่านเข้ามาประเทศไทยตามช่องธรรมชาติตามแนวชายแดนไทย – เมียนมาร์ การเดินทางโดยรถยนต์แบบแออัด ต้องซ่อนตัวในช่องลับของรถซึ่งมีความลำบากและทนทุกข์ทรมานมาก ต้องพักอาศัยในป่าซึ่งไม่มีการดูแลต้องนอนกลางป่า ข้าวและน้ำดื่มไม่เพียงพอ ระหว่างรอรับการนำพาเพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งขั้นตอนการขนส่งที่มีความทุกข์ทรมานนี้อยู่ในประเทศไทยโดยขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

อย่างไรก็ตาม ในขบวนการมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายส่วน มีการแบ่งหน้าที่ในการขนส่ง และแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการหลอกลวงนำพา โดยมีการเรียกรับเงินค่าจ้างนำพาในราคาที่สูงกว่าปกติ รวมถึงการให้แรงงานเป็นหนี้ และเรียกเก็บจากการทำงานที่ปลายทางในรูปแบบเอารัดเอาเปรียบแรงงานหรือรูปแบบสัญญาทาส

ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามพืนที่ต่าง ประกอบด้วย

- สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี ( ไชยา 1) เมื่อ 25 เม.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 15 คน ตรวจยึดรถทัวร์ / จับคนขับรถ ข้อหาค้ามนุษย์ฯ 3 คนออกหมายจับ 9 คน จับได้ 6 คน แจ้งข้อ 2 คน,

- สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี ( ไชยา 2) เมื่อ 4 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 9 คน ตรวจยึดรถทัวร์ จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน,

- สภ.ควนมีด จว.สงขลา เมื่อ 19 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 3 คัน จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 5 คน,

- สภ.เขาชัยสน จว.พัทลุง เมื่อ 29 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 37 คน ออกหมายจับ 7 คนจับกุมได้ 4 คน,

- สภ.การะเกด จว.นครศรีธรรมราช เมื่อ 8 มิ.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน ออกหมายจับ 6 คน จับได้ 4 คน แจ้งข้อหา 1 คน

- สภ.บางกล่ำ จว.สงขลา เมื่อ 11 ก.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน / ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 1 คน,

- สภ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี เมื่อ 21 มิ.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ 4 คัน /จับคนขับ 4 คน ออกหมายจับ 2 คน จับได้ 1 คน

รวมผลการจับคดีค้ามนุษย์ 7 คดี 5 จังหวัดภาคใต้ สามารถช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 135 คน จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 13 คน ขยายผลออกหมายจับ จำนวน 42 หมาย จับกุมตามหมายจับ จำนวน 21 หมาย แจ้งข้อหา จำนวน 3 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้ พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (มค 1) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน และ พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 /รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมกันเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม

จากการขยายผลการจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ที่ผ่านมาทั้ง 7 คดี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้สืบสวนขยายผลนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 42 ราย และยังมีผู้ร่วมสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์เกี่ยวกับเส้นทางการเงิน จึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ ระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ และตรวจค้นจุดต้องสงสัยในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส จำนวน 7 เป้าหมาย เพื่อค้นหา และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านการเงิน

"จากการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับแล้วทั้งสิ้น 21 หมายจับ อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมอีกจำนวน ๒๑ ราย และจากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานเกี่ยวข้องด้านการเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะได้มีการซักถามขยายผลในส่วนหลักฐานที่ได้และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์

Read more ...

ฉาวโฉ่ข้ามชาติ! ศาลสวิสฯ ตัดสินจำคุกหญิงไทย10 ปี ค้ามนุษย์รายใหญ่

11/7/61
โดยแนวหน้า วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 21.55 น.

11 ก.ค.61 สำนักข่าวเอทีเอสรายงานว่า ศาลแขวงเบิร์น ตัดสินว่า

หญิงไทยวัย 58 ปี ซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา 

มีความผิดฐานค้ามนุษย์รวมทั้งมีส่วนร่วมสนับสนุนการบังคับค้าประเวณี และฟอกเงิน หญิงรายนี้ลักลอบพาสาวแปลงเพศและผู้หญิง 75 คน เข้าสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งบังคับให้ค้าประเวณี เหยื่อที่ลักลอบพาเข้ามาส่วนมากไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และมาจากครอบครัวยากจนในไทย

หญิงไทยคนดังกล่าวสัญญากับเหยื่อว่าจะหางานให้ทำในสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งจัดการเรื่องวีซ่าและค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ เมื่อเดินทางมาถึงเหยื่อถูกบังคับให้ค้าประเวณีเพื่อล้างหนี้ค่าเดินทางที่ออกไปให้ก่อน บางรายสูงถึง 30,200 ดอลลาร์ (966,400 บาท)
Read more ...