สตม.จับแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม จ้องเหยื่อชาวต่างชาติตามห้าง สถานีรถไฟฟ้า

6/10/61

เผยแพร่: 6 ต.ค. 2561  MGR online

รักษาราชการ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง แถลงจับแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม ในห้างดังย่านอโศก สารภาพเลือกสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน มองหาเหยื่อที่ชาวต่างชาติเป็นหลัก

วันนี้ (6 ต.ค.) เวลา 12.30 น.ที่ สน.ลุมพินี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท. พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ รรท.ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ลุมพินี ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหาแก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม 2 ราย คือ

นายแทน พุค เล อายุ 38 ปี และ 

นายแวน ที เหงียน อายุ 36 ปี 

พร้อมของกลาง

เสื้อผ้า
กางเกง
รองเท้า

ที่ใช้ในวันก่อเหตุ โดยจับกุมตัวได้ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.61 ที่ผ่านมา บริเวณห้างเทอร์มินอล 21 (Terminal 21) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องเมื่อวันที่ 13 ก.ค.61 กลุ่มคนร้ายได้เข้ามาภายในห้าง เทอมินอล 21 พบผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวเยอรมัน บริเวณชั้น 1 จากนั้น กลุ่มคนร้ายคอยสังเกตติดตามจนกระทั่งผู้เสียหายเผลอ จึงก่อเหตุล้วงเอากระเป๋าสตางค์พร้อมเงินสด ประมาณ 2,300 ยูโร หรือ ประมาณ 100,000 บาท แล้วหลบหนีไป ต่อมา เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวจึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ลุมพินี เพื่อร้องขอศาลออกหมายจับ ก่อนเจ้าหน้าที่ออกสืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมคนร้ายทั้ง 2 รายได้ที่ห้างเทอมินอล 21 ขณะกำลังจะก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง เมื่อวานนี้

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยอีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่าจะเลือกก่อเหตุล้วงกระเป๋าตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้าและตามสถานีรถไฟฟ้า โดยเลือกเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากไม่ค่อยแจ้งความดำเนินคดี นอกจากนี้ จากประวัติผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พบว่า 

นายแทน พุค เล เลขหนังสือเดินทางเดิม C0745332 เปลี่ยนชื่อใหม่ นายบาว คุก วู เลขหนังสือเดินทางใหม่ C4841656 เข้ามาเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.61 ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี และ 

นายแวน ที เหงียน เลขหนังสือเดินทางเดิม B7443890 ชื่อใหม่ นายแวน เลียด โว เลขหนังสือเดินทางใหม่ C3047055 เข้ามาเมื่อวันที่ 5 ต.ค.61 ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี 

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์” ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
Read more ...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901/2547 การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

2/9/61
พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัท ว. จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะมีผลประโยชน์มาปันให้ให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิก จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกเดิมก็ยังจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจำนวนลดหลั่นไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกนั้น เป็นการประกอบกิจการโดยวิธีชักจูงให้ผู้อื่นส่งเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ตน และให้ผู้นั้นชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กำหนด และแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่าถ้าได้ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะได้รับกำไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ส่งไว้ดังที่บางคนเรียกกันว่าแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเมื่อคำนวณตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกแล้ว จะเห็นได้ว่าหากผู้เป็นสมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถชักจูงบุคคลอื่นมาเข้าร่วมได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกรายต้น ๆ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้หลายเท่า แต่หากการดำเนินการมิได้เป็นไปตามคำชักจูงก็จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเชื่อมาสมัครรายหลัง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกและผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สมาชิกในเงื่อนไขตามตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกดังกล่าว ต้องตามความหมายของบทนิยามคำว่า "กู้ยืมเงิน" และ "ผลประโยชน์ตอบแทน" ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 3 และเมื่อมีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณามีจำนวนมากกว่าตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยมีจำนวนรวม 394 คนตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์

แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียว แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้น มีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 คน ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตาม ป.อ. มาตรา 91

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 มีโทษตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 394 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้
Read more ...

จับกุมค้ามนุษย์ขนแรงงานพม่าข้ามชาติ

29/8/61
โดยแนวหน้า 29 ส.ค.61

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้เห็นเป็นรูปธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยในจาก “เทียร์ 2 เฝ้าจับตามอง” เป็น “เทียร์ 2” สามารถลดการกระทำความความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีความมุ่งมั่นและต้องการที่จะทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบให้หมดไปจากประเทศไทย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามคำสั่งที่ 385/2561 โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานข้ามชาติให้หมดไป

จากการสืบสวนทราบว่าขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาตินี้มีจุดเริ่มต้นในการหลอกลวงแรงงานเกิดขึ้นจากเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซียมีความต้องการแรงงานจากประเทศเมียนมาร์ซึ่งมีราคาถูกไปทำงานในประเทศมาเลเซียและจะติดต่อไปยังเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์ เพื่อรวบรวมคนจากรัฐต่าง ๆ โดยหลอกลวงว่าจะให้ไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โรงงาน ประมงหรือก่อสร้าง มีรายได้ดี มีคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ที่ดี การเดินทางไปทำงานทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การปฏิบัติกลับเป็นการลักลอบเดินทางผ่านเข้ามาประเทศไทยตามช่องธรรมชาติตามแนวชายแดนไทย – เมียนมาร์ การเดินทางโดยรถยนต์แบบแออัด ต้องซ่อนตัวในช่องลับของรถซึ่งมีความลำบากและทนทุกข์ทรมานมาก ต้องพักอาศัยในป่าซึ่งไม่มีการดูแลต้องนอนกลางป่า ข้าวและน้ำดื่มไม่เพียงพอ ระหว่างรอรับการนำพาเพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งขั้นตอนการขนส่งที่มีความทุกข์ทรมานนี้อยู่ในประเทศไทยโดยขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

อย่างไรก็ตาม ในขบวนการมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายส่วน มีการแบ่งหน้าที่ในการขนส่ง และแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการหลอกลวงนำพา โดยมีการเรียกรับเงินค่าจ้างนำพาในราคาที่สูงกว่าปกติ รวมถึงการให้แรงงานเป็นหนี้ และเรียกเก็บจากการทำงานที่ปลายทางในรูปแบบเอารัดเอาเปรียบแรงงานหรือรูปแบบสัญญาทาส

ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามพืนที่ต่าง ประกอบด้วย

- สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี ( ไชยา 1) เมื่อ 25 เม.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 15 คน ตรวจยึดรถทัวร์ / จับคนขับรถ ข้อหาค้ามนุษย์ฯ 3 คนออกหมายจับ 9 คน จับได้ 6 คน แจ้งข้อ 2 คน,

- สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี ( ไชยา 2) เมื่อ 4 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 9 คน ตรวจยึดรถทัวร์ จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน,

- สภ.ควนมีด จว.สงขลา เมื่อ 19 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 3 คัน จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 5 คน,

- สภ.เขาชัยสน จว.พัทลุง เมื่อ 29 พ.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 37 คน ออกหมายจับ 7 คนจับกุมได้ 4 คน,

- สภ.การะเกด จว.นครศรีธรรมราช เมื่อ 8 มิ.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน ออกหมายจับ 6 คน จับได้ 4 คน แจ้งข้อหา 1 คน

- สภ.บางกล่ำ จว.สงขลา เมื่อ 11 ก.ค. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน / ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 1 คน,

- สภ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี เมื่อ 21 มิ.ย. 61 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ 4 คัน /จับคนขับ 4 คน ออกหมายจับ 2 คน จับได้ 1 คน

รวมผลการจับคดีค้ามนุษย์ 7 คดี 5 จังหวัดภาคใต้ สามารถช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 135 คน จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 13 คน ขยายผลออกหมายจับ จำนวน 42 หมาย จับกุมตามหมายจับ จำนวน 21 หมาย แจ้งข้อหา จำนวน 3 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้ พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (มค 1) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน และ พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 /รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมกันเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม

จากการขยายผลการจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ที่ผ่านมาทั้ง 7 คดี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้สืบสวนขยายผลนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 42 ราย และยังมีผู้ร่วมสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์เกี่ยวกับเส้นทางการเงิน จึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ ระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ และตรวจค้นจุดต้องสงสัยในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส จำนวน 7 เป้าหมาย เพื่อค้นหา และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านการเงิน

"จากการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับแล้วทั้งสิ้น 21 หมายจับ อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมอีกจำนวน ๒๑ ราย และจากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานเกี่ยวข้องด้านการเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะได้มีการซักถามขยายผลในส่วนหลักฐานที่ได้และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์

Read more ...

ฉาวโฉ่ข้ามชาติ! ศาลสวิสฯ ตัดสินจำคุกหญิงไทย10 ปี ค้ามนุษย์รายใหญ่

11/7/61
โดยแนวหน้า วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 21.55 น.

11 ก.ค.61 สำนักข่าวเอทีเอสรายงานว่า ศาลแขวงเบิร์น ตัดสินว่า

หญิงไทยวัย 58 ปี ซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา 

มีความผิดฐานค้ามนุษย์รวมทั้งมีส่วนร่วมสนับสนุนการบังคับค้าประเวณี และฟอกเงิน หญิงรายนี้ลักลอบพาสาวแปลงเพศและผู้หญิง 75 คน เข้าสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งบังคับให้ค้าประเวณี เหยื่อที่ลักลอบพาเข้ามาส่วนมากไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และมาจากครอบครัวยากจนในไทย

หญิงไทยคนดังกล่าวสัญญากับเหยื่อว่าจะหางานให้ทำในสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งจัดการเรื่องวีซ่าและค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ เมื่อเดินทางมาถึงเหยื่อถูกบังคับให้ค้าประเวณีเพื่อล้างหนี้ค่าเดินทางที่ออกไปให้ก่อน บางรายสูงถึง 30,200 ดอลลาร์ (966,400 บาท)
Read more ...

ตร.บุรีรัมย์ จับหนุ่มแสบอ้างเป็น ‘พ.ต.ท.’ ใช้ชื่อ กอ.รมน.รีดเงิน 5 หมื่น ช่วยวิ่งหลุดคดียาเสพติด

27/6/61
 
โดยข่าวสด เมื่อ 28 เมษายน 2561

วันที่ 28 เม.ย.

พ.ต.ท.ชัยยา แก้วยก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์

คุมตัว

นายชนะกันต์ ดาวสันเทียะ อายุ 35 ปี ชาว ต.บ้านกอก อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ผู้ต้องหาคดี ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน มาสอบสวนหลังจากถูก ตำรวจชุดปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ ตามจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา

โดย พ.ต.ท.สมยศ พื้นชัยภูมิ ปฏิบัติหน้าที่ ศอ.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก เจ้าหน้าที่ ได้ติดตามกลุ่มนักค้ายาเสพติด ที่นำยาบ้ามาส่งในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถจับกุมคนร้ายพร้อมขยายผลไปล่อซื้อในหลายจังหวัดในเขตภาคอีสาน ได้ของกลางในแต่ละพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ต่อมามีญาติผู้ต้องหายาเสพติด มาติดต่อขอพบ พ.ต.ท.สยาม เกียรติบรรจง ชุดขยายผลปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.บุรีรัมย์ พร้อมกับนำเงินสดมามอบให้ 20,000 บาท สร้างความสงสัยและมึนงงให้กับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเป็นอย่างมาก

พ.ต.ท.สมยศ กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวมาสอบสวนจนทราบว่า ก่อนหน้าได้โอนเงินให้บุคคลคนหนึ่งไปจำนวนเงิน 30,000 บาท เนื่องจากมีคนโทรมาอ้างว่าเป็น

”รองสยาม” หรือ พ.ต.ท.สยาม เกียรติบรรจง 

ว่าสามารถช่วยเหลือคดียาเสพติดได้ แต่มีค่าใช้จ่าย 50,000 บาท ตกลงจ่ายก่อน 30,000 บาท ที่เหลือให้มาจ่ายอีกที่บุรีรัมย์ จึงนำเงินมาจ่ายให้ตามสัญญา

ต่อมา พล.ต.ต.ชัยยุทธ เจียรศิริกุล ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้ที่อ้างตนเป็นตำรวจหลอกให้โอนเงินมาดำเนินคดี เพราะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการตำรวจ จนสามารถจับกุมนายชนะกันต์ ได้ที่บ้านพักในพื้นที่โคราช

จากการสอบสวน นายชนะกานต์ ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนโทรศัพท์แอบอ้างเป็นตำรวจจริง พร้อมให้การว่าตนเองเล่นอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์ ก่อนเห็นเพจ”แจ้งข่าวชาวบุรีรัมย์”แจ้งเตือนขึ้นมา จึงกดเข้าไปดูพบว่ามีข่าวสารมากมาย และไปพบว่ามีการจับกุมยาเสพติด จึงเอาชื่อคนร้ายไปหาข้อมูลญาติผู้ต้องหาและตำรวจ จนกระทั่งรู้เบอร์โทรศัพท์ของญาติผู้ต้องหา

นายชนะกานต์ รับสารภาพต่อว่า จากนั้นได้โทรไปแอบอ้างว่าเป็นตำรวจว่าสามารถช่วยเหลือทางคดีได้ โดยใช้บัญชีธนาคารของเพื่อนน้องสาว ที่ฝากไว้ให้น้องสาวมานานแล้ว แต่ไม่เคยทำมาก่อนครั้งนี้เป็นครั้งแรก ส่วนเงินที่ได้รับโอนได้เอามานั้น ได้มอบให้ตำรวจไว้แล้ว 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะใช้คืนให้ผู้เสียหายจนครบจำนวน 50,000 บาทต่อไป

อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของงผู้ต้องหาว่าเคยก่อเหตุเป็นครั้งแรก เบื้องต้นแจ้งข้อหา

ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่า จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน 

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนอย่างละเอียดก่อนคุมตัวขออำนาจศาลเพื่อฝากขังต่อไป
Read more ...

บุกจับ “ร.ต.อ.” กลางโรงพักสุทธิสาร พัวพันค้ายา สั่งฟันให้ออกราชการทันที

18/6/61
โดยข่าวสด เมื่อ 18 มิถุนายน 2561 - 21:43 น.

บุกจับ “ร.ต.อ.” กลางโรงพักสุทธิสาร พัวพันค้ายา หลังเครือข่ายโดนรวบ ก่อนขยายผลพร้อมออกหมายจับ ผบก.น.2 สั่งฟันให้ออกราชการทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผู้บังคับบัญชาก็โดนด้วย

บุกจับ วันที่ 18 มิ.ย. ที่ บช.ปส. พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบก.ปส.2 พร้อมด้วย น.ส.ทัศพร เขี่ยวพานิช เจ้าพนักงาน ปปส.2 และตำรวจนครบาล ร่วมกันจับกุมตัว 

ร.ต.อ.สัมพันธ์ กันทะสอน อายุ 38 ปี ตำแหน่งรอง สวป.สน.สุทธิสาร 

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 225/2561 ลงวันที่ 18 มิ.ย.61 ข้อหาร่วมกันมียาเสะติดประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะตามเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ สน.สุทธิสาร เมื่อเวลา 19.00 น. ระหว่างที่กำลังมาเข้าเวร

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ปปส.2 ได้จับกุมตัวนายอนุสรณ์ ทองสว่าง และ น.ส.อี่กองคำ สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางไอซ์ 11.52 กรัม ยาเค 50.38 กรัม ยาอี 6 เม็ด ยาบ้า 6 เม็ด โดยสามารถจับกุมได้ที่ร้านไปรษณีย์ แคนดี้ โพสต์แอนด์เพย์ เซอร์วิส แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม. ต่อเนื่องขนิษฐาแมนชั่น ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 20 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.

เนื่องจากชุดจับกุมรับแจ้งจากสายลับมีการเจรจาซื้อยาเสพติดกับผู้ใช้ไลน์ ZZZ ในกลุ่มไลน์ชื่อประจานคนโกง N&N อ้างว่ายังไม่ได้รับยาเสพติดตามที่ตกลงซื้อขายส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ ปปส. จึงได้ตรวจสอบพบว่านายอนุสรณ์ เป็นผู้มาส่งพัสดุดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เฝ้าสังเกตที่ร้านดังกล่าว นายอนุสรณ์ นำซองพัสดุ 2 ซองจะมาส่งจึงตรวจค้นพบยาเสพติดอยู่ในซองพัสดุที่นำมาส่ง ก่อนขยายผลตรวจค้นห้องพักที่ขนิษฐาแมนชั่น พบยาเสพติดเพิ่มเติมอีกส่วน และจับกุม น.ส.อี่กองคำ ซึ่งอยู่ในห้องขณะตรวจค้น จากการสอบสวนนายอนุสรณ์ ให้การอ้างว่ารับยาเสพติดของกลางมาจากผู้กองต๋อง หรือ ร.ต.อ.สัมพันธ์ จันทะสอน จึงขออนุมัติเลขาธิการ ปปส. และประสาน บช.ปส.2 ขออนุมัติ จนสามารถติดตามจับกุมได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน ร.ต.อ.สัมพันธ์ กล่าวว่า ยอมรับว่ารู้จัก นายอนุสรณ์ มาประมาณ 1 ปี ซึ่งนายอนุสรณ์ เคยเป็นเจ้าของสถานบันเทิงซึ่งเปิดอยู่ในพื้นที่ สน.สุทธิสาร ที่ตนไปตรวจอยู่เป็นประจำ ส่วนเงินที่อยู่ในบัญชีของตนกว่า 1 แสนบาทนั้น ได้มาจากการเล่นแชร์ ตนขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหา 2 รายมีพฤติการณ์ส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ จึงขยายผลทั้งเส้นทางการเงินและเส้นทางการสื่อสารพบว่ามีความเชื่อมโยง รองสวป.ดังกล่าวจริง จากนั้นได้รวบรวมหลักฐานขออำนาจศาลเพื่ออกหมายจับ โดยการจับกุมครั้งนี้ร่วมกับทาง บช.น. บก.น.2 และ สน.สุทธิสาร วางแนวทางร่วมกันจับกุม ทั้งนี้รองสวป.ดังกล่าวเป็นชุดจู่โจม ฝ่ายป้องกันปราบ สน.สุทธิสาร

ซึ่งจากการสอบสวนทราบว่ามีหน้าที่เป็นเอเย่นต์จัดหายาเพื่อให้คนไปส่งของทางไปรษณีย์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งรองสวป.ยังให้การปฏิเสธในตอนนี้ จึงยังไม่ถือว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีหลักฐานพอที่จะดำเนินคดี และขยายผลไปยังผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งการรับยาจากใคร และจะได้จับกุมขบวนการดังกล่าวต่อไป

ต่อมาเมื่อเวลา 20.40 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจาก พ.ต.อ.เติมเผ่า ศิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร แล้ว เบื้องต้นได้สั่งให้ ร.ต.อ.สัมพันธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง รวมถึงให้รายงานตัวต้องคดีอาญากับผู้บังคับบัญชาด้วย

ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาในระดับ สวป., รอง ผกก.ป. และ ผกก. ต้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงด้วย ตามคำสั่ง 1212/2537 เนื่องจากปล่อยปะละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปกระทำความผิด
Read more ...

ตำรวจ ปคบ.จับร้านแกะดอกยางรถยนต์ สร้างอันตรายบนท้องถนน

15/2/61
    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 61

พ.ต.ต.สมพงษ์ บุตรรัตน์ สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมกำลังตำรวจ บก.ปคบ. ได้ร่วมกันตรวจค้น

ร้านแกะดอกยางรถยนต์ไม่มีชื่อเลขที่ 22/38 ม.5 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ริมถนนธัญบุรี-วังน้อย 

และจับกุม

1. นายวีรพล เพ็งศรีโคตร อายุ 28 ปี 

2. นางดารุณี เมรีศรี อายุ 44 ปี 

พร้อมตรวจยึด

- ยางรถยนต์ที่อยู่ภายในร้าน
- แผ่นวัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์
- อุปกรณ์การแกะดอกยางรถยนต์

ดำเนินคดีข้อหา

ร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (เกี่ยวกับยานยนต์) โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวง สธ.เรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558

นำตัวส่ง พงส.สภ.คลองห้า ดำเนินคดี

สอบสวนนายวีรพล ให้การรับสารภาพว่า รับจ้างแกะดอกยางรถยนต์และเปลี่ยน วัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์จากยางเก่าให้เป็นยางใหม่ โดยได้ค่าจ้างเส้นละ 100 บาท ทำมา 10 ปีแล้ว ไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย
และนายวีรพลยังสาธิตการแกะดอกยางรถยนต์ให้ดู โดยบอกว่าเมื่อมีคนนำยางรถยนต์มาให้แล้วหากดอกยางหมดก็จะใช้เครื่องแกะดอกยางให้ใหม่เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้
ส่วนวันเดือนปีที่ผลิตยางรถยนต์นั้นก็จะใช้คัตเตอร์ค่อยๆ แกะออกและใช้ยางดิบที่พิมพ์วันเดือนปีที่ผลิตยางรถยนต์ใหม่แล้วไปสวมกับยางรถยนต์เก่า
จากนั้นทางเจ้าของยางก็จะมาเอาไปขายต่อเป็นยางเปอร์เซ็นต์ต่อไป

ตำรวจ ปคบ. ให้รายละเอียดว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนทางภาคอีสานว่า ยางรถยนต์ซึ่งเป็นยางเปอร์เซ็นต์ที่ซื้อมาใช้นั้นมีคุณภาพต่ำ แต่พอดูวันเดือนปีที่ผลิตแล้วก็ยังเป็นของใหม่อยู่ ไม่น่าจะระเบิดหรือเสื่อมคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว จึงออกหาข่าวจนทราบว่าที่ร้านนี้เป็นสถานที่แกะดอกยางรถยนต์และปั๊มวันเดือนปีที่ผลิตยางรถยนต์ใหม่ จึงได้นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมดังกล่าว ส่วนผู้ต้องหารายนี้เป็นที่รู้จักของผู้ค้าที่ขายยางเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นคนที่มีฝีมือดีคนหนึ่งในประเทศไทยเพราะแกะดอกยางรถยนต์สวย  รถยนต์ที่ใช้ยางเปอร์เซ็นต์ประเภทนี้จะเป็นรถกระบะที่บรรทุกหนัก และรถตู้โดยสารนั่งสาธารณะเพราะมีราคาถูกว่ายางตามศูนย์บริการขายยางรถยนต์

ตำรวจ ปคบ.อยากฝากบอกถึงประชาชนว่าการที่จะซื้อยางเปอร์เซ็นต์มาใช้นั้นต้องตรวจดูให้ดีก่อนว่าเป็นยางเก่านำมาแกะดอกยางใหม่หรือไม่ และก็ซื้อกับคนที่เราไว้ใจ
นอกจากนี้ ยางประเภทนี้จะขายพร้อมกับล้อแม็กรถยนต์ที่ขายอยู่ตามข้างทาง

หากประชาชนสงสัยว่ายางเปอร์เซ็นต์ที่ตนเองซื้อนั้นเป็นยางรถยนต์ที่ถูกแกะดอกหรือไม่ ให้โทรศัพท์สายด่วน บก.ปคบ.1135
Read more ...